๔๑.
ตรรกศิลา
พราหมณ์อีกส่วนหนึ่งจะแยกไปทำหน้าที่การรักษาพยาบาล ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งแยกออกไปเรียกว่า ‘อโรคยาสถาน’ เปรียบเหมือนเป็นโรงพยาบาล ทุกวันจะมีคนป่วยเดินทางเข้าออกเพื่อไปรับการรักษาจำนวนมาก วิธีรักษาส่วนใหญ่จะใช้สมุนไพร ซึ่งมีคนทำหน้าที่เตรียมสมุนไพรด้วยการตากแห้ง, บด, ต้ม และกรรมวิธีอื่นๆ โดยมีหัวหน้าพราหมณ์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านประจำอยู่ มีทั้งการรักษาด้วยการนวดกดจุดคลายเส้น ให้กินยาสมุนไพร การประคบ และการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ ที่เป็นศูนย์กลางการประสิทธิ์ประสาทวิชาทางการแพทย์นี้ตั้งอยู่ที่เมืองตรรกศิลา ซึ่งห่างจากเมืองสาวัตถีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 240 กิโลเมตร นอกจากวิชาที่เกี่ยวกับการแพทย์แล้ว เมืองตรรกศิลานี้ยังได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาสรรพวิชาระดับสูงต่างๆของพราหมณ์ หลักๆ จะเป็นวิชาพระเวท ที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับเทพต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์ และยังมีสำนักศิลปวิทยาการแยกย่อยอีก 18 สำนัก ได้แก่ สำนักไวยากรณ์การใช้ภาษา สำนักวิชากฎเกณท์ทางสังคมหรือนิติศาสตร์ สำนักภาษาต่างๆ ที่นอกเหนือจากภาษาหลัก สำนักการเขียนการประพันธ์ สำนักการปกครอง สำนักการการรบ สอนการใช้อาวุธต่างๆเช่นดาบ,กระบอง,ธนุและอื่นๆ สำนักประวัติศาสตร์เทพเจ้าต่างๆ สำนักโหราศาสตร์ผูกดวงชะตาตามนักษัตร คำนวนดวงดาวดูฤกษ์ยาม สำนักการคำนวณตัวเลข สำนักศิลปะดนตรีและนาฏศิลป์ ด้านปรัชญา สำนักพืชสมุนไพรการปรุงยาและการแพทย์ สำนักเกี่ยวกับการค้า และสำนักภูมิศาสตร์
จำนวนนักศึกษาของแต่ละสำนัก จะขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของอาจารย์เจ้าสำนักนั้นๆ
“ท่านโภเชครับ แสดงว่าเมืองตรรกศิลานี้ก็อยู่ในประเทศของผมด้วยใช่ไหมครับ เพราะมันห่างจากกรุงสาวัตถีแค่สองร้อยกิโลเมตรเอง” ผมถามท่านโภเช
“ถูกต้อง” เขาตอบ
“ท่านพอจะบอกได้ไหมครับว่ามันอยู่ตำแหน่งไหน ถ้าผมเสร็จสิ้นการเดินทางนี้แล้วผมจะลองไปสำรวจและพิสูจน์ด้วยตัวเอง” ผมพูด
“ถ้านับจากจังหวัดแพร่ที่เป็นเมืองสาวัตถีไล่ลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้จะมีเมืองๆ หนึ่ง ที่จริงชื่อของเมืองนี้เกิดจากการทอนเสียงให้สั้นลงตามกาลเวลา จากที่เคยเรียกว่าตักศิลา นานเข้าก็เหลือสั้นๆ ว่า “เมืองตรรก” “เมืองตัก” หรือ “เมืองตาก” ตามที่เธอรู้จักกันในปัจจุบัน” เขาตอบ
“คือจังหวัดตากนี่เองหรือครับ” ผมถามด้วยความรู้สึกแปลกใจ
“ใช่…แต่ไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นตัวเมือง ณ ปัจจุบันนะ จุดที่เป็นที่ตั้งของตรรกศิลาคืออำเภอหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ที่นี่เคยมีสิ่งปลูกสร้างที่กินอาณาเขตกว้างใหญ่ มีปราสาทที่ทำจากหินที่มีราคาแพงจำนวนมาก มีผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนเดินทางมาจากทุกสารทิศ เพื่อมาร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ สถานที่แห่งนี้จึงมีพื้นที่กว้างขวาง และมีสถานะเป็นเมืองหลวงของแคว้นนี้เลยทีเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสองพันปี สถาบันแห่งนี้ก็เลือนหายไป เมืองก็ถูกทิ้งร้าง ตัวอาคารที่เคยเป็นหินได้ถูกรื้อและขนไปสร้างวัดและกำแพงเมืองในยามสงครามจนหมด เหลือเพียงส่วนที่เป็นฐานรากที่ไม่สามารถรื้อถอนไปได้ฝังอยู่ใต้ดิน ต่อมาเมื่อชาวบ้านเห็นซากของฐานรากที่มีลักษณะเป็นคันสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นห้องๆ จำนวนมากมาย ดูเหมือนเป็นรากฐานของโบสถ์วิหารและมีลักษณะเป็นตารางคล้ายกับ “คันนา” ชาวบ้านจึงพากันเรียกบริเวณแห่งนี้ว่า ‘นาโบสถ์’ ซึ่งปัจจุบันคือตำบลนาโบสถ์” ท่านโภเชอธิบาย
“ท่านครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเรื่องจริง เพราะประวัติศาสตร์ที่ผมเคยเรียนมาตั้งแต่เด็กคือ เมืองตรรกศิลานี้อยู่ที่ประเทศอินเดีย” ผมแสดงความเห็น
“ที่จริงเธอสามารถสำรวจเข้าไปในความทรงจำของอชิตะได้นะ เพราะเขาเคยเรียนที่นี่เหมือนกัน เอาเป็นว่าพราหมณ์ที่มีสถานภาพชั้นสูงคืออยู่ในตระกูลพราหมณ์ของเมืองใหญ่ๆ และได้รับการวางตัวว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ มักจะถูกส่งมาเรียนที่นี่กันทั้งหมด เพราะที่นี่เปรียบเสมือนเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ คล้ายกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่บุคคลสำคัญๆ ต้องไปเรียนและเป็นที่ประสาทวิชาให้กับเหล่าเจ้าชายจากเมืองต่างๆ ทุกคนล้วนเคยผ่านการศึกษาจากที่นี่ รวมถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองสาวัตถีนี้ด้วย” เขาตอบ
“ผมก็อยากรู้นะครับว่า หน้าตาสถาบันตรรกศิลานี้เป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมอยากรู้มากกว่าคือ ท่านภาวรีย์จะออกบวชอย่างไรครับ” ผมเสนอ
“ตามใจเธอ มันเป็นสิทธิของเธอนี่”
การเดินทางจากสำนักของท่านภาวรีย์ไปยังพระราชฐานนั้น ดูทุกคนจะมีความตื่นเต้นมากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากข่าวการขอออกบวชของท่านภาวรีย์ได้ถูกแพร่กระจายไปตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งท่านเป็นพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงและมีผู้คนเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก คนที่รู้ข่าวจึงพากันมายืนรออยู่ตลอดสองข้างทาง จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยพอเห็นมีคนเยอะก็ไต่ถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น ข่าวการจะออกบวชของท่านจึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
“ฉันรู้สึกว่าชาวเมืองจะรู้ข่าวการขอออกบวชของฉันกันหมดแล้วนะ” ท่านภาวรีย์หันมาพูดกับผมขณะที่กำลังเดินไปตามทางเข้าเมือง
“ขอรับ… เป็นไปได้ว่าผู้ที่ส่งข่าวไปยังสำนักราชวังเพื่อขอเข้าเฝ้าเมื่อคืน คงจะแพร่งพรายข่าวนี้ไปบ้าง” ผมตอบ
“ฉันว่าเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ทีเดียวสำหรับพระเจ้าปเสนทิโกศล” ท่านภาวรีย์ตั้งข้อสังเกต
“แน่นอนขอรับ” ผมตอบ
เป็นอย่างที่ท่านภาวรีย์คาดการณ์ไว้จริงๆ เมื่อคณะของเราเดินทางถึงท้องพระโรงซึ่งเป็นสถานที่เข้าเฝ้า โดยปกติพระเจ้าปเสนทิโกศล จะเสด็จออกมาหลังจากที่ทุกคนพร้อม แต่ครั้งนี้เมื่อพวกเราก้าวเข้าไปในท้องพระโรง ก็เห็นพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งประจำที่รออยู่ก่อนแล้ว และทันทีที่ท่านภาวรีย์ไปถึง พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินมาหาทันที เมื่อท่านภาวรีย์นั่งประจำที่ของท่านเรียบร้อย พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ก้มลงกราบตรงเบื้องหน้าอย่างนอบน้อม
“วันนี้ข้าขอกราบท่านในฐานะศิษย์ที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชามาจากท่านอาจารย์ มิใช่ในฐานะของกษัตริย์” พระเจ้าปเสนทิโกศลที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนจึงนั่งลงกับพื้นด้วยความยากลำบาก พร้อมกับประนมมือพูดกับท่านภาวรีย์
“พระองค์รู้ความประสงค์ของการมาเข้าเฝ้าของฉันแล้วใช่ไหม” ท่านภาวรีย์ถาม
“ข้าต้องการได้ยินจากปากของท่านอาจารย์ว่า เรื่องที่ข้าได้ยินมานั้นไม่ใช่ความจริง” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูด
“ฉันต้องการจะออกบวชตามวิถีดาบส นี่คือความประสงค์ที่แน่วแน่ของฉัน” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ท่านอาจารย์ขอรับ ได้โปรดทบทวนอีกสักครั้งเถิด” พระเจ้าปเสนทิโกศลเขยิบตัวเข้าไปใกล้ท่านภาวรีย์จนเกือบจะชิด
“ฉันทบทวนดีแล้ว” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ท่านเป็นทั้งอาจารย์ของพ่อข้า,เป็นทั้งอาจารย์ของข้า และเมืองนี้ก็มีแต่ท่านเท่านั้นที่เป็นเสาหลักในการตัดสินใจชี้ชะตา ที่เมืองนี้เจริญรุ่งเรืองและยืนหยัดเป็นแคว้นสำคัญก็เพราะท่านอาจารย์ หากท่านไม่อยู่เสียแล้วเห็นทีความยิ่งใหญ่ของเมืองสาวัตถีจะเหลือเป็นแค่ตำนาน” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูดด้วยสายตาวิงวอน
“ขอให้พระองค์คิดเสียว่า วันนี้ฉันได้ตายจากไป ซึ่งเรื่องนั้นต้องมาถึงสักวัน จะวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ก็เหมือนกัน” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ก็จริงของท่านอาจารย์ แต่ขอเวลาให้ข้าได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนได้ไหม” พระองค์พูด
“เรื่องนั้นคือปัญหาของพระองค์ ซึ่งฉันได้เตรียมการไว้แล้ว ฉันได้สืบทอดบุรุษที่จะมาทำหน้าที่แทนฉันไว้มากมาย แต่สำหรับตัวฉันนี่ก็คือปัญหาที่มิอาจให้ใครมาทำแทนได้ นี่คือช่วงปลายชีวิตของฉันแล้ว ฉันมีเวลาเหลือน้อยเต็มที ซึ่งมิอาจรู้ได้ว่าเป้าหมายสูงสุดที่ฉันปรารถนานั้นจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ หากฉันไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีโอกาสแล้ว” ท่านภาวรีย์ตอบ
“ข้าขอร้องเถิดท่านอาจารย์ โปรดไตร่ตรองเรื่องนี้เพื่อข้าสักครั้ง” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูดพร้อมกับเอื้อมมือทั้งสองไปจับที่หัวเข่าของท่านภาวรีย์
“ฉันตั้งใจแล้ว ฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ” ท่านภาวรีย์ย้ำ
“ถ้าอย่างนั้นศิษย์จะขอสร้างวิเวกสถานสำหรับกิจของดาบส ให้กับท่านอาจารย์อาศัยแต่ไม่ไกลจากพระนครนี้ จะได้ไหมขอรับ ข้ารับรองว่าจะไม่รบกวนท่านอาจารย์” พระเจ้าปเสนทิโกศลเสนอ
“อืม…” ท่านภาวรีย์นิ่งคิด
“ศิษย์จะได้ดูแลท่านอาจารย์เรื่องการขบฉัน อาจารย์จะได้มีเวลาสำหรับความสงบได้อย่างเต็มที่” พระเจ้าปเสนทิโกศลยื่นข้อเสนอที่ทำให้ท่านภาวรีย์ต้องคิดหนัก แต่ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย
“ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ ฉันจะถือว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่เราทั้งสองจะได้ค่อยๆ ปรับตัว ฉันขอรับข้อเสนอนี้ของพระองค์” ท่านภาวรีย์พูด
“กราบท่านอาจารย์ที่เมตตา ศิษย์จะรีบดำเนินการเรื่องวิเวกสถานแห่งนี้ให้ท่านโดยเร็วที่สุด” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูดด้วยความดีใจ
หลังจากนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้พระราชทานที่ดินที่มีลักษณะเป็นป่า นอกเขตเมืองที่ไม่ไกลนักให้เป็นสถานที่สำหรับการบำเพ็ญภาวนา โดยพระองค์ได้กำหนดอาณาเขตด้วยการล้อมรั้วสถานที่แห่งนั้น เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดเข้ามารบกวน และได้พระราชทานทรัพย์สร้างอาศรมเล็กๆ ที่เรียบง่าย ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เป็นจำนวนทั้งสิ้น 150 หลัง เนื่องจากมีคณะพราหมณ์ทั้ง 15 คน และพราหมณ์คนอื่นๆ ที่พร้อมใจกันออกบวชตามท่านอาจารย์ รวมทั้งผมด้วย ถึงแม้ท่านอาจารย์จะดำริว่า ไม่ต้องสร้างที่อยู่อาศัยให้ใหญ่โตหรูหรา ไม่ต้องมีเครื่องใช้ไม้สอยอะไรให้เป็นภาระ แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไป เพราะไม่ต้องการให้อาจารย์ของตนอยู่อย่างลำบาก เช่นขุดบ่อน้ำเพื่อใช้สำหรับบริโภค สร้างหอฉันที่ทุกวันจะมีข้าราชบริพารนำภัตตาหารมาถวาย สร้างสระที่จะใช้สรงน้ำชำระร่างกาย สร้างอาศรมเรือนนอนและเครื่องนอน และสร้างโรงเก็บน้ำมันไขที่จะใช้จุดไฟในยามค่ำคืน ฯลฯ พระองค์ได้สร้างสถานที่แห่งนี้เสร็จภายในเวลาเพียงแค่ 30 วัน จากนั้นท่านภาวรีย์และศิษย์อีกจำนวนหนึ่งจึงย้ายเข้าไปอยู่
นับจากนี้ท่านภาวรีย์กับเหล่าลูกศิษย์และผม จะได้ชื่อว่าเป็นเพศดาบสอย่างเต็มตัว หยุดกิจวัตรทางโลกทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ละเว้นการมีความสัมพันธ์กับครอบครัว มุ่งปฏิบัติจิตภาวนา กินอยู่แบบเรียบง่าย ไม่มีสิ่งของบำรุงให้เกิดความสะดวกสบาย เพื่อขัดเกลากิเลส ถือศีลมากขึ้นเป็นร้อยข้อ ใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับตนเองโดยการนั่งยืนเดิน อยู่ในที่ที่สงบ วิเวก ปราศจากผู้คน อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กๆ ที่มีเพียงพื้นที่สำหรับนอน โดยแต่ละหลังจะตั้งอยู่ห่างๆ กันโดยมีต้นไม้น้อยใหญ่เป็นกำบังธรรมชาติไม่ให้รบกวนกัน ในหนึ่งวันทุกคนจะเจอกันเฉพาะเวลาเช้าคือ ตอนกินอาหารซึ่งจะกินเพียงมื้อเดียว และจะเจอกันอีกครั้งตอนเย็นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์
เวลาผ่านไปประมาณ 5 ปี ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความสงบวิเวก แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีเหล่าเสนาบดีและพราหมณ์ที่รับช่วงต่อ ในการให้คำปรึกษาปัญหาบ้านเมืองเข้าไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลเอง ที่มักจะเสด็จไปในยามเย็นเพื่อสนทนาปัญหาต่างๆ ที่พระองค์ประสบมา จึงทำให้ไม่สามารถตัดขาดจากเรื่องทางโลกได้อย่างแท้จริง จนวันหนึ่งขณะที่ปลอดจากการต้อนรับแขก ท่านภาวรีย์จึงมีดำริกับลูกศิษย์ทุกคนว่า
“เห็นทีว่าเราจะต้องแสวงหาสถานที่แห่งใหม่ที่สงบวิเวกมากกว่านี้ การอยู่ใกล้เมืองเป็นอุปสรรคต่อกิจวัตรของเพศดาบส เรายังต้องรับรู้เรื่องราวทางโลกอยู่เป็นนิจ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นมหาปุโรหิต” ท่านภาวรีย์พูดขึ้นท่ามกลางศิษย์ในการประชุมประจำวัน
“พระอาจารย์เห็นสมควรอย่างไร พวกกระผมก็พร้อมจะปฏิบัติตามขอรับ” ผมตอบแทนคณะดาบสทุกคน
จากนั้นไม่นาน ท่านภาวรียดาบสก็ได้ทูลเจตนารมณ์นี้ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาดการณ์กันไว้คือ พระองค์ทั้งอ้อนวอนทั้งขอร้องให้ท่านภาวรีย์อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ แต่ครั้งนี้ไม่เป็นผล ท่านภาวรีย์ยังคงยืนยันหนักแน่น ที่จะออกไปแสวงหาสถานที่แห่งใหม่ที่มีปัจจัยพร้อม จนพระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นว่าไม่อาจจะทัดทานได้ จึงสั่งการให้เตรียมไพร่พลจำนวนหนึ่งออกติดตามคณะของท่านภาวรีย์ไป หากท่านเห็นว่าที่ไหนสมควรแก่การพำนักอาศัย ก็ให้ไพร่พลเหล่านั้นช่วยอำนวยความสะดวก อย่าให้ท่านต้องลำบาก และพระองค์ก็ได้พระราชทานทรัพย์จำนวนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง