๗๐.
สมณโคดม
“ท่านอชิตะใช่ไหมขอรับ ขอเชิญท่านและคณะทางนี้ขอรับ พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังรอท่านอยู่ โปรดให้คณะของท่านนั่งที่บริเวณลานรอบๆศาลาแห่งนี้เถิด” ชายคนนั้นพูดเมื่อเขาเดินมาถึง
“ได้ขอรับ” จากนั้นอชิตะ ก็หันไปสั่งการกับหัวหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม ให้พากันไปนั่งที่สนามด้านหน้าศาลา ซึ่งมีลักษณะเป็นลานกว้าง มีฉากหลังเป็นภาพของมหาปาวาลเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่อลังการแห่งนั้น
“เชิญท่านอชิตะทางนี้ขอรับ” เสียงชายคนนั้นกล่าวเชื้อเชิญ
“ท่านโภเชครับ คนนี้คือใครครับ” ผมตั้งคำถามกับท่านโภเช
“เขาชื่ออานนท์…” เขาตอบ
“ท่านชื่ออานนท์ใช่ไหมขอรับ” อชิตะถามระหว่างเดินตามเขาไป
“ใช่.. แต่เอ๊ะ!…ทำไมท่านถึงรู้จักชื่อของข้าล่ะ ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก” เขาถาม
“ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันขอรับ จู่ๆ ก็มีความคิดผุดขึ้นมาว่าท่านชื่ออานนท์” อชิตะตอบจากความรู้สึก ที่เกิดจากคำตอบที่ผมถามท่านโภเช
“ท่านน่าจะมีญาณวิเศษนะ” พระอานนท์พูด
“ข้าคิดว่าคงไม่ใช่ญาณวิเศษหรอกขอรับ ข้าเพียงฟังเสียงของความรู้สึก แล้วก็ลองถามท่านดูว่าใช่ไหม”
“ข้าก็มีความรู้สึกคุ้นๆ เมื่อได้เจอท่านเป็นครั้งแรก เหมือนว่าเราเคยรู้จักกัน เหมือนว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกว่าที่ไหนเมื่อไหร่ และขอบอกตามตรงนะ ข้ารู้สึกถูกชะตากับท่านนะขอรับ” พระอานนท์พูด
“ขอบคุณมากขอรับ ที่รู้สึกกับข้าเช่นนั้น” อชิตะตอบ
เวลานี้ผมจับความรู้สึกของอชิตดาบสได้อย่างชัดเจน ในความตื่นเต้นอย่างที่สุดของเขา หัวใจเขาเต้นแรง มือเริ่มเย็น สายตาของเขาจับจ้องไปที่กลุ่มคนที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ ภายใต้ศาลาขนาดใหญ่ที่มีเสาไม้เรียงรายใต้หลังคาหน้าจั่วทรงจตุรมุข ด้านบนถัดจากจั่วหลังคาสี่ด้านจะมียอดปราสาททรงแหลม ภายในศาลาเสาทุกต้น จะมีที่ห้อยเชิงเทียนทำจากโลหะสัมฤทธิ์ ทำให้ในศาลานี้สว่างมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
“เออ…ท่านอานนท์ขอรับ ข้าต้องปฏิบัติตัวเช่นไรบ้าง ข้ารู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูกแล้วขอรับ” อชิตะถาม
“ไม่ต้องมีพิธีรีตองอันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกันเองมากขอรับ” พระอานนท์ตอบ
“แล้วพระพุทธเจ้าคือคนไหน” อชิตะกระซิบถามหลังจากที่เดินเข้าไปในระยะไม่ถึง 30 เมตร และแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร เพราะทุกคนดูเหมือนกันหมด ในบรรดาคนที่นั่งล้อมวงอยู่นั้น ทุกคนห่มผ้าสีเหลืองคล้ายกับพระสงฆ์ แต่ไม่ได้โกนหัว
“เดี๋ยวกระผมจะแนะนำให้นะขอรับ” พระอานนท์พูด
ผมเห็นคณะทั้งหมดของอชิตดาบส ทยอยกันเดินเข้าไปที่ลานกว้างรอบศาลา และบางส่วนก็เข้าไปในศาลาพร้อมๆ กับที่อชิตะเดินเข้าไปใต้ชายคา เขาเห็นคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่เดิมลุกขึ้นและแหวกเป็นทางพร้อมกับขยายวงให้กว้างขึ้น เพื่อให้อชิตะและคณะราวสิบกว่าคนได้เข้าไปนั่งตรงกลางวงชั้นใน อชิตะเดินผ่านคนที่แหวกเป็นทาง พร้อมกับน้อมตัวให้ต่ำลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ ระหว่างที่กำลังเดินเข้าไปนั้นสายตาของอชิตะก็ไปสะดุดกับหนุ่มใหญ่คนหนึ่งที่นั่งในวงนั้น เขารู้สึกว่าชายผู้นี้จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทุกคนจะห่มด้วยผ้าสีเหลือง และมีผิวที่ค่อนข้างคล้ำจากแดดเหมือนกัน แต่ผิวของเขาคนนี้ ดูก็รู้ว่าเคยเป็นคนมีผิวพรรณดี เพราะดูเป็นสีแทนคล้ายคนผิวขาวที่ไปอาบแดดมา รูปร่างดูสมส่วนค่อนไปทางผอม หน้าตาจัดว่าเป็นคนหล่อ จมูกเป็นสันได้รูปพองาม ตาโต ริมฝีปากเรียวผมสีดำสนิท เห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าเคยเป็นผู้มีอันจะกิน ไม่เคยทำงานใช้แรงงาน
แล้วก็ไม่ผิดอย่างที่คิดไว้จริงๆ เมื่อทุกคนนั่งประจำที่กันเรียบร้อย ท่านอานนท์ก็แนะนำชายคนนั้นว่าคือท่านสมณโคดม อชิตดาบสจึงจัดท่านั่งเตรียมที่จะกราบพระองค์
“ท่านไม่ต้องทำอัญชลีต่อฉันหรอก โปรดปฏิบัติตัวเสมือนว่าเราเป็นสหายกันเถิด” พระพุทธเจ้าพูด
อชิตดาบสรู้สึกแปลกใจกับคำพูด ซึ่งเป็นประโยคแรกที่ได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระองค์ แต่มันกลับเป็นคำพูดที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองอย่างบอกไม่ถูก
“ได้ขอรับ ข้าขอสวัสดีท่านสมณโคดมขอรับ” อชิตะพูดพร้อมกับนั่งลงในท่าขัดสมาธิตามเดิมและยกมือพนมก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อสวัสดีตามธรรมเนียม
หลังจากนั้นทุกคนโดยเฉพาะคณะของอชิตะก็อยู่ในความเงียบโดยไม่ได้พูดจาอะไร ซึ่งเขาตั้งใจจะทดสอบพระพุทธเจ้าว่ามีญาณหยั่งรู้หรือไม่ด้วยการตั้งคำถามในใจว่า อาจารย์ของพวกเขาเป็นใคร
“ท่านโภเชครับ ทำไมภาพของพระพุทธเจ้าถึงดูไม่เหมือนกับที่ผมเคยจินตนาการไว้เลยล่ะครับ” ผมถามแทรกขึ้น
“ภาพที่เธอจินตนาการไว้เป็นอย่างไรล่ะ” ท่านโภเชถาม
“พระองค์ต้องดูศักดิ์สิทธิ์ เหมือนมีรัศมีหรือออร่าแห่งความเป็นมหาบุรุษ พระองค์ต้องนั่งเด่นเป็นสง่าบนอาสนะพิเศษที่สูงกว่าและมีเหล่าสาวกนั่งอยู่ด้านล่าง” ผมตอบ
“นั่นเป็นความคิดของคนที่มีการแบ่งแยก เขาจึงสร้างภาพให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สูงส่งกว่าพิเศษกว่า แต่คนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนแล้ว เขาจะตระหนักรู้ว่า ทุกคนคือสิ่งเดียวกัน ทุกคนคือพี่น้องที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เขาจะไม่ยอมให้ใครมายกให้เขากลายเป็นคนพิเศษเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด” ท่านโภเชอธิบาย
“ครับ…”
“ฉันรู้ว่าอาจารย์ของเธอ บอกให้พวกเธอมาทดสอบฉันโดยการตั้งคำถามขึ้นในใจ หากฉันเป็นผู้รู้แจ้งที่แท้จริงฉันจะต้องตอบคำถามในใจของพวกเธอได้ เมื่อฉันรู้การท้าทายนี้แล้ว หากฉันทำตามที่เธอประสงค์ก็เท่ากับว่า ฉันพยายามรักษาอัตตาของฉัน เพราะความรู้ที่ฉันจะตอบเธอไปนั้นมันเป็นการตอบเพียงเพื่อจะรักษาอัตตาของฉันไว้เท่านั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นของใคร ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะไม่ตอบคำถามที่เธอตั้งขึ้นมาในใจ ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ทั้งรู้ว่า พวกเธอตั้งคำถามเหล่านั้นมาว่าอะไร แต่ฉันจะตอบคำถามเฉพาะที่จะทำให้พวกเธอประจักษ์แจ้งในวิถีแห่งพุทธะเท่านั้น เมื่อเธอประจักษ์แจ้งและสามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้แล้ว เธอจะเห็นฉันเป็นผู้รู้แจ้งหรือไม่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ” พระพุทธเจ้ากล่าวทักทายด้วยการเดาใจกลับคณะของอชิตะ หลังจากที่ทุกคนอยู่ในความเงียบมาสักระยะ
“ขอพระองค์โปรดอภัยในความโง่เขลาของข้าฯ และขอให้พระองค์ได้โปรดบอกวิธี ให้พวกข้าฯทั้งหลาย ได้ประจักษ์แจ้งในวิถีทางแห่งพุทธะด้วยเถิด” อชิตะรีบพูด
“เธอคงเหนื่อยกันมากสินะ” พระพุทธเจ้าถาม
“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ หากเป็นการแสวงหาสัจธรรม หากเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นที่แท้จริงของชีวิต ข้าฯ พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เจอกับสิ่งนั้นขอรับ” อชิตะตอบ
“ฉันขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและอดทนของพวกเธอนะ แต่ที่ฉันพูดนี้ไม่ได้พูดกับตัวเธอ แต่ฉันกำลังพูดกับจิตวิญญาณของพวกเธอ” พระพุทธเจ้าพูด
“จิตวิญญาณของข้าฯ อย่างนั้นหรือขอรับ” อชิตะตอบ
“ใช่แล้ว เธอรู้ไหมว่า เขาเหนื่อยล้ากันขนาดไหน เขาเห็นเธอแสวงหาอย่างนี้มาไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติแล้ว” พระพุทธเจ้าตอบ
“นี่จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย เพราะข้าฯ กำลังจะได้พบกับสัจธรรมสูงสุดแล้ว” อชิตะพูด